วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การส่งสำนวนคดีฟ้องศาลโดยไม่ต้องได้ตัวผู้ต้องหาทำได้ในกรณีไหน มีผลอย่างไร

การส่งสำนวนคดีฟ้องศาลโดยไม่ต้องได้ตัวผู้ต้องหาทำได้ในกรณีไหน มีผลอย่างไร

*ปกติเมื่อตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ส่งสำนวนให้อัยการ หากอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ต้องให้จำเลยมา ศาลหรือคุมตัวมาศาล (ม.165 ป.วิอาญา)

*คำสั่งอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดี มี 2 กรณี คือ

1.สำนวนปกติ มีตัวจำเลยมาศาล ใช้แบบ ส1

2.สำนวนไม่มีตัว ใช้แบบ ส2 เชื่อว่าจำเลยทำผิดและหลบหนี เช่น ออกนอกประเทศแล้ว หรือ เกณฑ์ ภายในของตำรวจออกหมายเรียก 3 ครั้ง แล้วไม่มาก็ออกหมายจับ ปกติการออกหมายจับต้องมีหลักฐาน เชื่อว่ากระทำความผิดและมีเหตุหลบหนี ดังนั้น การฟ้องจะใช้สำนวน+หมายจับ (แทนตัวจำเลย) แม้ไม่ มีตัวจำเลยก็ฟ้องได้ (!!! ต้องสู้ว่าไม่ได้หลบหนี แต่อาพาธหนัก ขอความเป็นธรรมกับอัยการสูงสุด และ ศาลต่อไป !!!)

*กรณีร่วมกันกระทำผิดมีจำเลยหลายคน ถ้าจับได้ 1 คน ก็จะส่งตัวให้ตำรวจเจ้าของสำนวนแจ้ง ข้อกล่าวหาและควบคุมตัวไว้ เพื่อส่งอัยการซึ่งอัยการก็จะค้นสำนวนเดิมแล้วนำตัวไปฟ้องต่อศาล

*!!! ประสบการณ์จริง!!! จากการเคยเป็นพยานโจทก์ในคดีทางการเงิน กรณีจำเลยร่วมกระทำความผิด หลายคน หากจับจำเลยได้เพียงคนเดียว เวลาสืบสามารถพลาดพิงไปถึงจำเลยคนอื่นที่หลบหนีได้ เป็น การสืบสมให้น่าเชื่อได้ว่าจำเลยทำความผิดร่วมกัน ทำให้ศาลเห็นภาพรวมทั้งหมด นอกจากนี้อัยการ นำสืบประจักษ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ที่กระทำผิดและพยานเอกสาร โดยไปพาดพิงคนที่หลบหนี

ยิ่งทำให้ศาลคล้อยตาม และไม่มีใครมาหักล้างประเด็นของอัยการ จึงเป็นเหตุให้จำเลยคนนั้นเสียเปรียบ กรณีที่ DSI ไปแจ้งข้อหาฟอกเงินเพิ่มเติมกับคุณคุภชัยว่าเป็นการร่วมกันฟอกเงินต้องระวัง ประเด็นนี้ แม้ ลพ.ไม่ไปศาล อัยการก็คงนำตัวคุณศุภชัยส่งฟ้องไปก่อนและใช้เทคนิคดังตัวอย่าง ข้างต้น ส่วนตัวเห็นว่า

-คุณศุภชัยต้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดในชั้นอัยการว่าไม่ได้กระทำผิดตามมูลฐาน ความผิดในเรื่องฉ้อโกงประชาชน หรือลักทรัพย์อันเป็นปกติธุระ ตามความผิดมูลฐานของกฎหมาย ฟอกเงิน / ถ้าหากการบริจาคเป็นการปกปิดอำพรางลักษณะที่แท้จริง ทำไมไม่แจ้งข้อหากับองค์กร การกุศลอื่นๆ ด้วย / การที่ DSI อ้างว่าไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ทำไมการบริจาคให้องค์กรการกุศลอื่นก็มี ลักษณะอย่างเดียวกันแล้วไม่ดำเนินการ เพราะบางแห่งมีการบริจาคต่อเนื่องหลายครั้ง / การที่ตัด ประเด็นคนอื่นที่มีมูลหนี้ต่อกันออกไป อาจเป็นนิติกรรมอำพรางก็ได้ เพราะจำนวนเงินสูงมาก

-หากความเสียหาย 12,000 ล้าน แต่ทำไมฟอกเงินแค่ 700 ล้านเพราะถ้าทรัพย์จากการกระทำผิด ทั้งหมดก็ต้องผิดฟอกเงินทั้งหมด มิใช่ผิดฟอกเงินบางส่วน

-DSI ตั้งข้อหาไม่เป็นธรรม? อาจฟ้องกับ ม.157 ป.อ.
ตรวจดูอาการ ลพ. แล้วรู้ได้อย่างไรว่าท่านสามารถเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาได้ นอกจากนี้ DSI ยังได้ เชิญหมอคนนี้มาให้คำปรึกษาในการดำเนินการตามหมายจับด้วย อย่างนี้จะมีความเป็นกลางได้อย่างไร แม้วิญญชนทั่วไปก็สามารถใช้ดุลยพินิจได้ว่าหมอคนนี้ไม่มีความเป็นกลางและมีอคติ

*การที่ตั้งเลขาธิการ ปปง. คนใหม่ระวังเรื่องอายัดบัญชี ลพ. เพราะ กม.ปปง. เป็น admin. Sanction เมื่อ DSI ส่งหลักฐานให้ ปปง. คณะกรรมการพิจารณาธุรกรรมอาจมีมติให้อายัดทรัพย์สิน ผู้ถูกอายัดต้อง ไปร้องศาลปกครอง ระวังประเด็นนี้ด้วย

สรุปประเด็น

1.อัยการสามารถฟ้องโดยไม่มีตัวผู้ต้องหาไปศาลได้

2.อย่าทิ้งคดีของคุณศุภชัย เพราะหากคุณศุภชัยแพ้คดีฟอกเงินอาจมีผลกระทบต่อ ลพ.ได้ (สังคมจะกดดันได้) เชื่อว่าอัยการตั้งข้อหาร่วมกันฟอกเงิน เพื่อเล่นงานคุณศุภชัยแล้ว ส่งผลทางอ้อมกับ ลพ.

3.ร้องขอความเป็นธรรมอัยการสูงสุด และเตรียมให้ทนายฟ้อง ม.157 เอง โดยฟ้อง เจ้าหน้าที่ DSI,อธิบดี DSI,รมว.ยุติธรรม ส่วนอัยการ(ถ้ามีหลักฐานก็โดนด้วย) เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม (ส่วนตัว ฟ้อง ลพ. เมื่อไรก็ฟ้องได้เลย ??? )

4.ระวัง ปปง. การอายัดบัญชี ลพ. (สงสัยจะตัดเสบียง ??)
บทความข้างต้นเป็นมุมมองของนักกฎหมายคนหนึ่งเท่านั้น ควรจะได้ฟังมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายท่านอื่นด้วย เพื่อให้ได้มุมมองที่กว้างและครบทุกประเด็น